
รีวิวสถานที่
และแล้วก็มาถึงท่าเรือสถานีสุดท้ายของเรือด่วนเจ้าพระยาสายธงเหลือง นั่นก็คือท่าน้ำนนทบุรี
หรือท่าพิบูลสงคราม3 แต่ชาวบ้านแถวนั้นมักเรียกสั้นๆว่า “ท่าน้ำนนท์” ซึ่งท่าเรือนี้มีความสำคัญอย่างหนึ่งคือเป็นจุดจอดเรือสถานีสุดท้ายของเรือด่วนเจ้าพระยาทุกสาย นอกเหนือจากธงเหลือง โดยตั้งอยู่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดนนทบุรีหลังเก่าและหอนาฬิกาจังหวัดนนทบุรี บนถนนประชาราษฎร์ที่ทอดยาวตั้งแต่ท่าน้ำ ในเขตเทศบาลนครนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และบริเวณใกล้เคียงก็ยังมีท่าเรือข้ามฟากอีกด้วย

สถานที่แรกที่ถือเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของท่าเรือนี้ก็คือศาลากลางจังหวัดนนทบุรีหลังเก่า ที่
สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่ดัดแปลงให้เข้ากับภูมิ
อากาศเขตร้อนอย่างบ้านเรา แต่เดิมนั้นสร้างเพื่อให้เป็นโรงเรียนกฎหมาย แต่เนื่องจากมีจำนวนบุคลากร
ไม่เพียงพอ จึงได้ใช้เป็นที่ตั้งโรงเรียนราชวิทยาลัยหรือปัจจุบันเรียกว่าโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยที่ปัจจุบัน
ได้ย้ายไปอยู่ที่กรุงเทพฯแล้ว จากนั้นอาคารหลังนี้จึงได้ใช้เป็นศาลากลางจังหวัดนนทบุรีและวิทยาลัย
มหาดไทย ตามลำดับจนถึงปี พ.ศ.2551 นับจากปี พ.ศ. 2552 เป็นต้นไป อาคารหลังนี้ได้รับการอนุรักษ์
และปรับปรุงให้เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์จังหวัดนนทบุรี โดยเปิดให้เข้าชมฟรี ตั้งแต่วันอังคาร – ศุกร์ เวลา
09.00-17.00 น.และ วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 18.00 น.

ด้านข้างของอาคารศาลากลางฯ ก็จะมีหอนาฬิกาจังหวัดนนทบุรีตั้งตระง่านอยู่ โดยกระทรวงมหาดไทยในสมัยก่อนได้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2500 เพื่อให้ชาวบ้านแถวนั้นตระหนักถึงวัฒนธรรมการตรงต่อเวลา ออกแบบให้มีความสูง 17 เมตร ตอนบนมีหน้าปัดนาฬิกา 4 ด้าน เหนือหน้าปัดนาฬิกาทำซุ้ม
หอกระจายข่าวและมีที่ตรวจเพลิงไหม้ทั้ง 4 ด้าน เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการนัดพบปะและค้าขายของชาวนนทบุรีตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

ส่วนอีกข้างหนึ่งของอาคารศาลากลางฯ ถ้าสังเกตดีๆก็จะเห็นศาลเจ้าจีนหลังหนึ่งที่ชื่อว่าศาลเจ้าปึงเถ่ากงม่า-เจ้าแม่ทับทิม ซึ่งสร้างจากความศรัทธาของบรรดาพ่อค้าชาวจีนในนนทบุรี โดยมีเถ้าแก่บู้งิ้มและเถ้าแก่เหลียงงิ้ม แซ่ล้อสองพี่น้องร่วมกันเป็นผู้ชักชวนและระดมทุนจากเพื่อนฝูงจนสร้างเสร็จเมื่อ
ปี พ.ศ.2508 ซึ่งแต่เดิมมีศาลเจ้าสองแห่งอยู่ติดกันคือ ศาลเจ้าปึงเถ่ากงม่า(เจ้าพ่อ-เจ้าแม่เทพารักษ์) และ ศาลเจ้าจุ้ยบ๊วยเซี่ยเนี้ย(เจ้าแม่ทับทิม) ต่อมาพ่อค้าชาวจีนในนนทบุรีได้สร้างอาคารใหม่บนพื้นที่เดิมและ
รวม 2 ศาลเจ้าไว้ด้วยกันจนถึงปัจจุบัน หากผู้อ่านท่านใดต้องการเสริมสิริมงคลแก่ชีวิตและขอพรให้สำเร็จดังที่หวังไว้ สามารถแวะเวียนมากราบสักการะได้ที่ศาลเจ้าแห่งนี้ทุกวันเลยนะครับ

หากเดินออกมาจากท่าเรือตรงมาเรื่อยๆ ฝั่งซ้ายมือริมถนนก็จะพบกับตลาดนนทบุรี ซึ่งเป็นตลาด
เก่าแก่และเป็นสถานที่ที่ถือเป็นไฮไลท์ของบริเวณนี้ที่พลาดไม่ได้เลยก็ว่าได้ ภายในตลาดก็จะดูคึกคัก มี
ผู้คนมากหน้าหลายตา แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนไทยและคนไทยเชื้อสายจีนที่สืบทอดจากชาวจีนโพ้นทะเล
ที่มาตั้งรกรากในอดีต ของที่ขายส่วนมากก็จะเป็นขนมไทย ผลไม้ ของสด กุ้ง หอย ปู ปลา ตามประสา
ของตลาดทั่วไป แต่ที่ถือว่าเด็ดของตลาดนี้ก็คือ น้ำตาลสดลุงฉลอง ที่มีกลิ่นหอมของลูกตาลจากธรรมชาติ
แท้ๆ หวานกลมกล่อมกำลังดี ดับกระหายในหน้าร้อนได้เป็นอย่างดี ราคาก็ไม่แพงมากสนนอยู่ที่แก้วละ
15 บาทเท่านั้น และอีกหนึ่งร้านที่พลาดไม่ได้ก็คือ “ขนมฝรั่งแม่ไน้ “ ที่ถือเป็นเจ้าเด็ดที่สมกับประโยคที่ติดที่ป้ายหน้าร้านคือรสชาตินิ่มนวล หอมหวานและรสอร่อยจริงๆ และอีกอย่างคือราคาที่ไม่แพง โดยชิ้น
ใหญ่อยู่ที่ชิ้นละ 10 บาทเท่านั้น

บริเวณใกล้เคียงกับตลาดฯ ก็จะมีสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งนั่นก็คือ วัดบางขวาง เมื่อเดินเข้าไป
ภายในวัดแห่งนี้ก็พบว่า มีบรรยากาศที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้ที่ปกคลุมอยู่ทั่ววัด เงียบสงบ เหมาะแก่การทำ
สมาธิ สงบจิตใจอย่างแท้จริง และภายในวิหาร อุโบสถก็ยังมีพระพุทธรูปเก่าแก่กว่าร้อยปีและพระบรม
สารีริกธาตุให้พุทธศาสนิกชนและกลุ่มคนที่ศรัทธาได้มากราบสักการะเพื่อความมงคลแก่ชีวิตกัน

ซึ่งด้านหลังวัดก็จะเป็นที่ตั้งของโรงเรียนรัตนาธิเบศน์ และอยู่ติดกับตลาดที่ได้แนะนำกันไปเมื่อสักครู่
หากข้ามทางม้าลายมาอีกฝากของถนนแห่งนี้ก็จะพบว่ามีร้านอาหารและร้านเบเกอรี่มากมาย ซึ่งดูคึกคักตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งร้านที่จะมาแนะนำอีกร้านก็คือ ร้านก๋วยจั๊บคุณน้อย ซึ่งมีทีเด็ดอยู่ที่ก๋วยจั๊บน้ำข้นที่น้ำซุปมีความเข้มข้น หอมกลิ่นเครื่องพะโล้ รสชาติกลมกล่อม และที่สำคัญคือหมูกรอบมากๆ แต่ร้านนี้ยังมีเมนูอื่นอีกคือ ข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง และข้าวหมูกรอบ ให้ได้เลือกทานกันตามอัธยาศัย

ส่วนสถานที่สำคัญอีกแห่งที่จะไม่พูดถึงก็ไม่ได้ หากมาถึงที่นี่แล้วหลายคนคงจะนึกถึงเรือนจำบางขวางหรือปัจจุบันเรียกว่า เรือนจำจังหวัดนนทบุรี ซึ่งถือเป็นทัณฑสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทยเลยที่เดียว
จากที่สังเกตและเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆรอบท่าเรือนนท์ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือความเก่าแก่ของ
สถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นสมัยก่อร่างสร้างชุมชนนี้ขึ้นเมื่อเกือบร้อยปีก่อน ที่มีความเก่าแก่ ผสมผสานกับร้านค้าสมัยใหม่ที่เข้ามา ได้อย่างกลมกลืน ผู้คนในชุมชนนี้ต่างก็มีความสนิทสนม มีปฏิสัมพันธ์กันเป็นอย่างดี ดูอบอุ่น เสมือนเป็นการย้อนเวลาและรำลึกถึงชุมชนไทยและชุมชนไทยเชื้อสายจีนในอดีตที่อยู่ด้วยกันอย่างลงตัวที่แท้จริง

