
รีวิวสถานที่
เริ่มต้นจากท่าเรือสาทร ซึ่งท่าเรือนี้ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นสําหรับผู้ที่ต้องการโดยสารท่องเที่ยวตามริมแม่น้ําเจ้าพระยา ถึง แม้ว่าที่นี่จะเป็นจุดเริ่มต้น จึงทําให้หลายคนมองข้ามที่จะท่องเที่ยวบริเวณโดยรอบท่าเรือนี้ไป ซึ่งนั่นอาจทําให้ทุกท่าน รวมถึงท่าน ผู้อ่านเองพลาดแหล่งท่องเที่ยวสําคัญบริเวณนี้ได้
ท่าเรือสาทรนั้นเป็นท่าเรือที่ผสมผสมไปด้วยวัฒนธรรมของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ มีบรรยากาศวิถีชีวิตที่มีความหลาก หลาย มันมีทั้งแหล่งชุมชุนที่เจริญแล้ว คือ ชุมชนบริเวณถนนเจริญกรุง หรือชุมชนเล็กๆ อย่างชุมชนชาวอิสลาม หรือจะเป็นชุมชน ชาวจีน ที่สามารถอยู่รวมกันได้อย่างลงตัว รวมทั้งชุมชนชาวตะวันตกในแถบยุโรปที่เคบมาตั้งรกรากอยู่ที่แถบบางรักแห่งนี้ก่อนที่ จะสลายตัวไปตามกาลเวลา

สําหรับท่าเรือสาทรนั้นสามารถเดินทางมาได้หลากหลายวิธี แต่วิธีที่สะดวกที่สุด คือ โดยสารด้วยเรือด่วนเจ้าพระยา ก็ สามารถไปซื้อตั๋ว และเตรียมรอเรือมารับได้เลย โดยเรือสายธงเหลืองนั้น จะมีเรือมารับที่สถานีทุกๆ 15 นาที ฉะนั้นรอไม่นานเลยย แต่ว่าสําหรับใครที่อยากจะเริ่มต้นเที่ยว สัมผัสวิถีชีวิตผู้คนบริเวณท่าเรือสาทรก็สามารถทําได้เช่นกัน หรือหากไม่โดยสารทางเรือ แล้วสามารถมาได้โดยขึ้น BTS มาลงสถานี สะพานตากสิน จากนั้นเดินมาตามป้ายบอกทางก็จะถึงท่าเรือสาทรเลยครับ

หลังจากที่ขึ้นท่าเรือสาทรแล้ว เดินออกจากซอยมายังถนนใหญ่ซึ่งก็คือถนนเจริญกรุง นับเป็นถนนเส้นแรกๆที่สร้างขึ้น ตามประวัติศาสตร์ของประเทศไทย แล้วเดินตรงไปเรื่อยๆตามถนน จะเจอสี่แยก ให้เลี้ยวซ้าย ก็จะเจอจุดหมายแรก คือ ศาลเจ้า เจียวเองเบี้ยว ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ประจําท่าเรือสาทร ตั้งอยู่ตรงหัวมุมสี่แยกเลย บรรยากาศของที่นี่ เงียบ สงบ ผู้คน ไม่คับคั่งมากนัก
เดินเข้ามาภายใน จะเจอเจ้าหน้าที่ประจําศาลเจ้า ซึ่งสามารถเข้าไปสอบถามข้อมูลได้ ฉะนั้นหากใครอยากขอพรเทพเจ้า เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยสําหรับศาลเจ้าที่นี่นั้น ผู้คนมักจะนิยมมาขอพรเรื่องความรัก สุขภาพ และเงินทอง โดยเชื่อว่าขอแล้วจะ สมหวัง และสําหรับใครที่อยากสมหวังในเรื่องเหล่านี้ ก็สามารถแวะเวียนกันมาได้เลยครับ

จากนั้นถัดจากศาลเจ้าไป เราก็เดินมาเรื่อยๆก็จะเจอสี่แยกอีกให้เราเลี้ยวขวา ก็จะเจอตลาดขายของกิน อารมณ์คล้ายกับ ถนนคนเดิน ซึ่งที่นี่มีชื่อว่า บางรักบาร์ซา โดยยิ่งช่วงเวลาตกเย็นหลังเลิกงานแล้ว ที่นี่ก็จะเต็มไปด้วยคนวัยทํางานและนักเรียนที่ เรียนในย่านนั้นมาจับจ่ายใช้สอย เลือกซื้อของกินก่อนกลับบ้าน ถือเป็นเสน่ห์ของที่นี่ไม่น้อยเลยทีเดียว

จากนั้นถ้าเราเดินมาเรื่อยๆ อีกตามถนน ให้เลี้ยวซ้าย ก็จะเข้าสู่ถนนเจริญกรุง เราจะเจอห้างโรบินสันบางรัก ซึ่งถ้าใคร เป็นสายช้อปแล้วล่ะก็ คงจะถูกใจไม่น้อย แต่ยังไม่หมดแค่นั้น บรรดาร้านค้าริมถนนสายนี้ 2 ข้างทางก็ยังเต็มไปด้วยตึกแถวขาย ของกินมากมาย ละยังมีร้านเด็ดๆชื่อดังของย่านนี้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

และถ้าหากใครเป็นสายเข้าวัดทําบุญแล้วล่ะก็ บริเวณย่านนี้ก็ยังมีวัด ให้เราเข้าไปไหว้พระทําบุญได้ โดยเดินตรงมาเรื่อย และเลี้ยวซ้ายเข้าซอยเล็ก เดินเข้าไปไม่ไกลก็จะเจอวัด ที่มีชื่อว่า วัดสวนพลู โดยวัดแห่งนี้ถือได้ว่ามีพระอุโบสถที่มีสถาปัตยกรรม สวยงามไม่แพ้วัดอื่นเลย อีกทั้งบรรยากาศยังเงียบ สงบ เหมาะสําหรับการมาไหว้พระนั่งสมาธิ หรือปฏิบัติธรรมเป็นอย่างมาก

แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นว่าที่นี่มีความหลากหลายของศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งถ้าเราเดินออก จากวัดแล้วเลี้ยวซ้าย จากนั้นเดินตรงไปละเลี้ยวซ้ายอีกที่ ก็จะเจออาสนวิหารอัสสัมชัญ หรือ โบสถ์อัสสัมชัญ ของชาวไทยที่นับถือ คริสต์นิกายโรมันคาทอริก โดยอาสนวิหารแห่งนี้ตั้งอยู่ภายในโรงเรียนอัสสัมชัญ หรือผู้คนแถวนั้นเรียกว่าอัสสัมชัญบางรัก ซึ่งเป็น โรงเรียนในเครือการศึกษาของอัครสังฆมณฑลที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง เป็นโรงเรียนอันดับต้นๆที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักจะนําบุตรชาย เข้าศึกษาที่นี่ ส่วนบุตรสาวนั้นก็ส่งเข้าเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญศึกษาหรือคนแถวนั้นเรียกว่าอัสสัมชัญกระโปรงแดงที่ตั้งอยู่ใน ละแวกเดียวกัน ซึ่งโบสถ์อัสสัมชัญแห่งนี้ถือได้ว่าเป็น 1 ในอาสนวิหารที่สวยที่สุดในประเทศไทย สังเกตได้จากสถาปัตยกรรมและ กระจกสีที่ตกแต่งได้อย่างสวยงามและลงตัว เมื่อกระทบกับแสงแดดแล้ว กระจกเหล่านั้นก็จะปรากฎภาพเรื่องราวทางศาสนาได้ อย่างเด่นชัด ชวนให้ผู้แวะเวียนทุกท่านต่างสะดุดตา จึงเหมาะสําหรับมาเก็บบบรรยากาศด้วยการถ่ายรูปเป็นอย่างมาก

และบริเวณโดยรอบก็จะเป็นที่ตั้งของโรงเรียนอัสสัมชัญ โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ และโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา จะ เห็นได้ว่าแหล่งท่องเที่ยวบริเวณท่าน้ําสาทรนั้นถือได้ว่ามีความหลากหลายมาก ซึ่งได้ถ่ายทอดผ่านสถานที่ต่างๆไม่ว่าจะเป็นศาลเจ้า วัด โบสถ์ ซึ่งผู้คนก็สามารถอยู่รวมกันได้อย่างสงบสุข พึ่งพาอาศัยกัน จึงทําให้กลายเป็นเสน่ห์ของชุมชนบริเวณท่าน้ํานี้ไปเลย

แต่หากจะมาถึงที่นี่แล้วไม่พูดถึงของกินเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ ชุมชนท่าน้ําสาทรนั้นถือเป็นแหล่งรวมของกินขึ้นชื่อไว้หลาย ร้าน เรียกได้ว่าถ้าเดินไปตามเส้นทางถนนสายนี้ สองข้างทางนั้นเต็มไปด้วยร้านอาหารเรียงรายอยู่มากมาย โดยหนึ่งในร้านที่ขึ้นชื่อ คือ ร้านโจ๊กปริ้นซ์ ที่ตั้งชื่อนี้ก็เพราะว่าร้านนั้นตั้งอยู่ตรงข้ามซอยที่ออกมาจากอาสนวิหารอัสสัมชัญบรรยากาศถือว่าโอเคเลยครับ ร้านอยู่ติดถนนเดินทางมาสะดวก

ด้วยโจ๊กที่นี่มีจุดเด่น คือ เริ่มจากตัวเนื้อข้าวที่นี่จะใช้ปลายข้าวหอมมะลิทําให้ตัวเนื้อโจ๊กไม่ข้นมาก ไม่เป็นเนื้อข้าวเม็ดๆ แต่จะออกเหลวๆนิดหน่อย โจ๊กเนื้อเนียน ไม่ต้องเคี้ยว กินคล่องคอ รสชาติของโจ๊กจะทํามาค่อนข้างเค็มพอดีแล้ว ดังนั้นแนะนําให้ ชิมก่อนแล้วค่อยเหยาะซีอิ๊วนะครับ มาที่เรื่องของเนื้อสัตว์ ไข่ ร้านนี้เครื่องทุกอย่างหั่นมาชิ้นใหญ่หมด ตั้งแต่หมูสับปั้นมาก้อน ใหญ่ๆเป็นแบบหมูสับหมักไม่ใช่หมูนุ่ม ส่วนเครื่องในทั้งตับและไส้หั่นชิ้นใหญ่ๆเต็มปากเต็มคํามาก แต่ตับลวกมานุ่มพอดีมากๆ ขนาดไข่ลวกยังลูกใหญ่เลยครับ สุดท้ายเอกลักษณ์โดดเด่นสุดๆของร้านนี้ คือ “กลิ่นหอมไหม้” บางคนตกใจนึกว่าร้านต้มไหม้ หรือได้โจ๊กก้นหม้อหรือเปล่า แต่ไม่ใช่นะครับ เป็นรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของทางร้านที่มีทุกชาม คือ กลิ่นหอมไหม้ ที่ไม่เหมือน ร้านไหนๆแน่นอน

หลังจากนั้นเราจะมาต่อกันที่อีก 1 ร้านดังที่เรียกว่า หากมาถึงที่นี่แล้วไม่ได้มาถือว่ามาไม่ถึง นั่นคือ ร้านประจักษ์เป็ดย่าง สําหรับพิกัดของร้านจะอยู่เยื้องๆกับห้างโรบินสันครับ หน้าตาของร้านก็ตามในรูปเลยครับ เป็นร้านเดียวที่ติดกระจก ด้านซ้ายมือมี เป็ดย่างแขวนไว้มากมาย ส่วนด้านขวามือก็มีตู้ใส่ซาลาเปาครับ

เมื่อเข้าไปในร้านจะพบว่าภายในร้านค่อนข้างคับแคบเล็กน้อย และบรรยากาศจะเป็นแบบร้านอาหารสมัยก่อน จํานวน โต๊ะมีประมาณ 6-7 โต๊ะครับ และเท่าที่ได้ยินจากพนักงานจะมีโต๊ะที่ชั้น 2 บริการด้วยครับ นั่งรออีกไม่นาน เมนูแรกที่พวกเราสั่งก็ มาแล้วครับ นั่นคือขนมจีบครับ ขนาดลูกค่อนข้างเล็กครับ มีทั้งหมด 5 ลูก ตกลูกละ 3 บาท ขอบอกตามตรงว่าตอนแรกผมดูจาก หน้าตาแล้วมันดูไม่ค่อยน่าทานเท่าไหร่ครับ แต่พอได้ชิมแล้วถือว่ารสชาติดีครับ

เมนูต่อมาก็คือ ซาลาเปาไส้ครีมกับไส้หมูสับครับ มาเสิร์ฟด้วยกันในจานเดียว โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยชอบแป้ง ซาลาเปาแบบนี้เท่าไหร่ครับ ผมว่ามันแข็งและแน่นไป ผมชอบทานแป้งแบบฟูๆ มากกว่า แต่สําหรับไส้ทั้ง 2 รสนั้นโอเคครับ ขนาด ของซาลาเปานั้นขนาดลูกไม่ใหญ่ครับ แต่ก็สมกับราคาครับ ไม่ถือว่าแพงไป

เอาล่ะครับ ของทานเล่นมากันหมดแล้ว ได้เวลาของหนักกันแล้ว และที่เป็นไฮไลต์ของร้านนั่นคือ บะหมี่เกี๊ยวเป็ดแห้ง ครับ ขนาดจานถือว่าใหญ่และปริมาณอาหารโดยเฉพาะเป็ดถือว่าเยอะพอควรครับ เหมาะสมกับราคาครับ เพียง 40 บาทเท่านั้น ส่วนรสชาตินั้น อร่อยถูกปากครับ ตั้งแต่เส้นไปจนถึงเป็ดครับ โดยเป็ดนั้นถือว่าทําออกมาได้นุ่ม หนังมีความกรอบเล็กน้อย โดยรวม ถือว่าโอเคเลยครับ
สําหรับท่านผู้อ่านคนใดที่สนใจอยากซึมซับบรรยากาศและกลิ่นอายของความเป็นตะวันตก (ยุโรป)และตะวันออก(จีน แขก) ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในกรุงเทพฯสามารถแวะมาเยี่ยมชมได้เลยที่ท่าน้ําสาทรนะครับ