

รีวิวสถานที่
ท่าเรือวังหลัง นับเป็นสถานีที่ 4 ของเรือด่วนเจ้าพระยาธงเหลือง ที่อยู่ถัดจากท่าเรือราชวงศ์ เมื่อพูดถึงท่าเรือวังหลัง แน่นอนว่าต้องนึกถึง “ตลาดวังหลัง” ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ซอยถัดจากโรงพยาบาลศิริราช หรือเพียงขึ้นมาจากท่าเรือก็เจอตลาดเลย โดยตลาดวังหลังเป็นพื้นที่เก่าแก่ที่มีมาแต่โบราณ
เดิมนั้นบริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของพระราชวังบวรสถานพิมุขหรือวังหลัง ที่สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ในยุคก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นเขตพระราชฐานของตำแหน่งเจ้านายและเชื้อพระวงศ์ที่สำคัญๆ แต่ต่อมาพื้นที่บริเวณนี้ก็ได้มีการสร้างและขยายโรงพยาบาลศิริราชขึ้นเพื่อสร้างโรงพยาบาลแห่งแรกของสยามในเวลานั้น และหลังจากนั้นบริเวณวังหลังก็ได้กลายมาเป็นที่ตั้งของชุมชนและมีตลาดสดที่ขายทั้งอาหาร ของคาว ของหวาน มากมาย แล้วจึงค่อยๆเริ่มมีการขายเสื้อผ้าเพื่อให้สอดคล้องกับยุคร่วมสมัยมากขึ้น ทำให้ชุมชนที่ตั้งอยู่แห่งนี้มีความผูกพันและมีปฏิสัมพันธืค่อนข้างสูง ดูแล้วบรรยากาศอบอุ่น เป็นกันเอง ผู้คนต่างก็มีมิตรไมตรี โดยส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายไทย ก็จะมอบความชอบเหลือเกื้อกูล และ มอบรอยยิ้มให้แก่กัน สมกับคำร่ำลือที่ต่างชาติกล่าวขานถึงยิ้มสยามที่แท้จริง

ตลาดวังหลัง เป็นตลาดเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยของกินมากมายทั้งร้านรถเข็น แล้วก็ร้านนั่งกินสบายๆ และเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าราคาถูก มีให้เลือกได้ตามสไตล์ความชอบ โดยที่ตลาดวังหลังนี้จะเปิดเวลาประมาณ 10.00 – 17.00 น. ของทุกวัน ไม่มีวันหยุด สามารถเข้ามาเดินเล่นกันได้ทุกวันเลย แต่ถ้าจะพูดถึงตลาดวังหลังจริงๆแล้ว ไฮไลท์เด็ดของที่คงหนีไม่พ้นเรื่องของกินและร้านอร่อยชื่อดังในย่านนี้แน่นอน ฉะนั้นวันนี้เราจะพาทุกคนไปร้านของอร่อยชื่อดังที่เรียกว่ามาถึงที่นี่แล้วไม่ได้มาลอง ถือว่ามาไม่ถึงเลยทีเดียว และสำหรับในวันนี้ก็จะขอแนะนำร้านอาหารและร้านค้าที่ถือว่าเด็ดเป็นอันดับต้นๆของที่นี่ให้ผู้อ่านได้อ่านและเพลิดเพลินไปพร้อมๆกันครับ

สำหรับพิกัดของร้านแรกจะอยู่ตรงข้างร้านคาเฟ่ อเมซอนเลยครับในย่านซอยวังหลัง นั่นก็คือ “อรทัย ซูชิ วังหลัง“ ร้านซูชิเจ้าดัง เป็นร้านที่มาทีไรก็จะเห็นคนมายืนต่อคิวยาวตลอดเวลา จุดเด่นของซูชิที่นี่ที่ทำให้ร้านโด่งดังจนเป็นที่รู้จัก คือ ราคาซูชิที่ถูกสุดๆ เริ่มต้นที่คำละ 5 บาท 7 บาท และ 10 บาท มีหน้าซูชิให้เลือกประมาณ 30 – 40 หน้าด้วยกัน เรียกได้ว่าสั่งทุกอย่างมาทานจนแน่นท้องแล้วควักตังจ่ายยังสบายกระเป๋า ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้ก็เรียกว่าสดใหม่ทุกครั้งที่เราได้มาลอง นอกจากซูชิสารพัดหน้าแล้ว ยังมีทาโกะยากิร้อนๆ ให้เลือกทั้งไส้ปลาหมึกหรือไส้พิเศษอย่างแซลมอน ทูน่า ปูอัด โดยรวมถือว่าเด็ดและราคาย่อมเยาว์เลยทีเดียวครับ

จากร้านสักครู่เพียงหันหลังมาก็จะเจอกับร้าน”วังหลังเบเกอรี่ (ท่าน้ำศิริราช)” เป็นร้านที่ที่เดินผ่านแล้วคนแน่นร้านทุกครั้ง ไฮไลต์ของร้านนี้ คือ ขนมปังอบสดใหม่ที่แป้งนุ่มมากก และไส้เยอะอย่าบอกใคร ในราคาเพียง 50 บาททุกก้อน โดยไส้เรียกว่ามีให้เลือกทั้งไส้คาวและหวาน ไส้ที่ขายดี คือ ไส้แฮมรวม ที่จะรวมแฮม หมูหยอง และไส้กรอกไว้ด้วยกันในชิ้นเดียว ส่วนไส้หวานก็ต้องเป็นลูกเกด ขนมปังที่นี่นอกจากจะอบขนมใหม่ๆ จากเตาทุกวันแล้ว ร้านนี้ยังไม่ใส่สารกันบูด แต่เราบอกได้เลยว่ากินหมดตั้งแต่ซื้อแน่นอน แนะนำว่าให้ทานตอนร้อนๆ เพิ่งออกจากเตาใหม่ๆ ถือเป็นอีกหนึ่งร้านที่อยากแนะนำให้ท่านผู้อ่านทุกคนได้มาลิ้มลองกัน

ออกมาจากร้านเมื่อสักครู่ แล้วเดินมาตามริมถนนวังหลัง หากสังเกตดีๆก็จะเห็นร้าน”หมูทอดชาววัง” โดยเป็นหมูทอดสูตรเข้มข้น ร้านนี้ทีเด็ดอยู่ที่หมู หมักกับซอสสูตรเด็ดรสเข้มข้นไม่เหมือนใคร ทำให้หมูหวาน หอม นุ่ม และอร่อย ในราคาขีดละ 40 บาท แถมยังมีเมนูเพื่อนซี้ที่อร่อยไม่แพ้กันอย่างซี่โครงหมูทอดที่เข้มข้นไม่แพ้กัน ขีดละ 35 บาท ทานคู่กับข้าวเหนียวร้อนๆ มีให้เลือกทั้งข้าวเหนียวขาวและข้าวเหนียวดำ อร่อยติดใจ จนใครๆต่างก็อยากจะกลับไปซื้ออีกครั้ง

ต่อมาจากด้านหน้าธนาคารกสิกร ถนนวังหลัง ก็จะเจอร้าน”ป้าติ๋ม ขนมถังแตก ” ซึ่งเป็นขนมถังแตกเจ้าดั้งเดิมประจำย่านวังหลัง ไฮไลต์อยู่ที่ไส้แน่นๆ ร้อนๆ จากเตา คือแบบให้ใส้เยอะมากๆ แป้งขนมถังแตกนั้นไม่หนามาก เหนียว นุ่ม มีไส้ให้เลือกอย่าง ฝอยทอง ลูกเกด เม็ดขนุน มะพร้าวงา และสังขยา จึงทำให้ร้านนี้เป็นอีกหนึ่งร้านที่หากใครมาเดินย่านวังหลังก็ต้องซื้อกลับไป แต่ขอแนะนำว่าให้ท่านผู้อ่านที่อยากจะมาลองให้ซื้อแล้วทานเลยจะดีที่สุดนะครับ

ส่วนร้านต่อมาตั้งอยู่ ในศาลเจ้าพ่อฉางเกลือ ข้างๆธนาคารออมสิน ถนนวังหลัง ชื่อร้านว่า”ขนมครกสิงคโปร์ วังหลัง” ขนมครกสิงคโปร์หรือขนมครกใบเตย ที่หน้าตาและสีน่ารับประทานมากๆ สีเขียวๆ จากใบเตย ที่ทำให้ทานแล้วมีกลิ่นใบเตยอ่อนๆ รสชาติหวานเล็กน้อย โดยร้านขนมครกสิงคโปร์ วังหลังนี้จะแตกต่างจากร้านอื่นๆ ตรงที่เคี้ยวแล้วเหนียว นุ่ม กำลังดี บอกเลยว่าทานเพลินมากๆ กล่องนึงมี 12 ชิ้น ราคา 30 บาท เท่านั้นเองนะครับ

หากเดินมาในซอยเล็กๆ ข้างกับเทสโก้ โลตัส ถนนวังหลัง ก็จะอีกร้านที่จะมาแนะนำกันนั่นก็คือก็คือ”หอยทอดตี๋ใหญ่” เจ้าดังที่อยู่ประจำย่านวังหลัง ร้านนี้มีเมนูเด็ดที่ใครมาต้องลอง คือ หอยทอด โดยหอยทอดที่นี่จะทำใหม่ กรอบๆ แบบจานต่อจาน แถมมีเมนูทะเลให้แบบจัดเต็ม ทั้งหอยนางรมสดๆ กุ้ง ปู และปลาหมึก ที่สำคัญจานใหญ่มากๆ ทานคนเดียวไม่หมดแน่นอน ไฮไลต์ของหอยทอดร้านนี้ นอกจากความกรอบแล้ว ยังมีน้ำจิ้มสูตรพิเศษที่มีให้เลือกทั้งแบบเผ็ดและไม่เผ็ด รสชาติได้แบบสามรส เปรี้ยว หวาน เค็ม ทำให้ทุกอย่างเข้ากันเป็นอย่างดี

ส่วนร้านสุดท้ายที่จะมาแนะนำให้ท่านผู้อ่านได้มาลิ้มลองกัน ก็คือร้าน”สายไหม บะหมี่เกี๊ยวกุ้ง ซาหริ่ม ทับทิมกรอบ ” โดยร้านนี้ บะหมี่ไม่ค่อยเด่นเท่าไหร่ แต่หากมองเข้าไปในร้านจะเห็นคนแน่นมาก จุดเด่นของร้านสายไหมอยู่ที่เส้นบะหมี่ไข่สูตรพิเศษ เส้นเล็กเรียวและเหนียวนุ่ม แล้วยังมีเกี๊ยวกุ้งตัวโตเน้นๆ หมูแดงนุ่มๆ ทานแล้วซดน้ำซุปตาม บอกเลยว่าเข้ากันได้ดีมาก และราคายังเป็นมิตรอีกด้วย บะหมี่หมูแดงเพียงแค่ 30 บาท เพิ่มเกี๊ยวกุ้งด้วยก็เป็น 40 บาท ทานอิ่มแล้วยังมี อีกหนึ่งไฮไลท์เด็ดของร้าน คือของหวาน เป็นซาหริ่ม ทับทิมกรอบ ราดน้ำกะทิสดๆ หอมอร่อยและไม่หวานมาก สำหรับร้านนี้ก็จะอยู่ตรงซอยวังหลัง เดินตรงจากท่าน้ำมาจนสุดทาง เลี้ยวซ้าย เดินตรงมาเรื่อยๆ ให้สังเกตร้านจะอยู่ด้านขวามือ

หลังจากที่อิ่มท้องกับร้านอาหารต่างๆมากมายแล้ว คราวนี้ก็สามารถมาแวะสถานที่สำคัญๆในย่านนี้กัน สถานที่ที่จะแนะนำกันก็คือ วัดอมรินทราราม หรือชาวบ้านแถวนั้นจะเรียกว่าวัดหลวงพ่อโบสถ์น้อย แต่ก่อนมีชื่อว่า “วัดบางหว้าน้อย” โดยวัดแห่งนี้อยู่ติดกับโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งไม่ห่างจากตัวท่าเรือวังหลังมากนัก โดยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบางกอกน้อยต่างให้ความศรัทธากันอย่างยิ่ง คือ หลวงพ่อโบสถ์น้อย ส่วนความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อนั้นก็มีเรื่องเล่ากันมาแต่โบราณต่างๆ ก็คือ แต่ก่อนโบสถ์ที่ประดิษฐานท่านอยู่เป็นโบสถ์ขนาด4ห้อง หากนับตามช่วงของหน้าต่าง ต่อมาเมื่อมีการตัดแนวทางรถไฟสายใต้ปรากฏว่าตัวโบสถ์อยู่ในแนวทางที่จะตัดทางรถไฟ จึงมีแนวคิดที่จะให้รื้อโบสถ์ แต่ก็เกิดเรื่องราวต่างๆมากมายจนไม่สามารถตัดทางรถไฟได้ จนกระทั่งต้องมีการเปลี่ยนแนวใหม่หลบโบสถ์ของหลวงพ่อในที่สุด แม้ในสมัยสงครามโลกครั้งที่2 ย่านบางกอกน้อย ได้รับความเสียหายจากลูกระเบิดมากมาย แต่องค์หลวงพ่อโบสถ์น้อยและตัวโบสถ์ที่ประดิษฐานได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้ชาวบ้านบางกอกน้อย และละแวกใกล้เคียงเวลามีเรื่องทุกข์ร้อนใดๆ ก็จะมาขอบารมีแห่งพระเมตตาขององค์หลวงพ่อโบสถ์น้อยเป็นที่พึ่ง ส่วนหากท่านผู้อ่านต้องการสักการะ เจ้าหน้าที่ของทางวัดก็แนะนำให้ถวายพวงมาลัยมะลิ ไข่ต้ม หรือคณะละครรำแก่องค์หลวงพ่อแล้วแต่ศรัทธาของแต่ละท่านนะครับ
สุดท้ายก็อยากเชิญชวนให้ผู้อ่านทุกท่านที่เพลิดเพลินและซึบซับความเป็นวิถีชุมชนของคนในย่านนี้นั้น ได้ลองมาสัมผัสและสร้างประสบการณ์ในชีวิตที่ดีๆกับสถานที่แห่งนี้ได้นะครับ