
รีวิวสถานที่
ท่าเรือรถไฟ เป็นท่าเรือที่ 5 ถัดจากท่าเรือวังหลังของการเดินทางด้วยเรือด่วนเจ้าพระยาธงเหลือง ซึ่งมีระยะห่างที่ไม่ไกลกันมากจากท่าเรือวังหลัง ท่าเรือรถไฟแห่งนี้ เดิมทีเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟธนบุรี จึงเป็นที่มาของชื่อ ท่าเรือรถไฟ ซึ่งชุมชนในบริเวณนี้มีความพิเศษคือ มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ครับ ที่ประกอบไปด้วยชุมชนคนไทย คนจีน คนอิสลาม ดดยแต่ละชุมชนก็จะมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนและรักใคร่กลมเกลียวกัน ดูจากปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาแต่ช้านาน

เมื่อพูดถึงท่าเรือรถไฟ แน่นอนว่าย่อมนึกถึงโรงพยาบาลศิริราชและพิพิธภัณฑ์ต่างๆมากมายที่อยู่ในบริเวณโรงพยาบาลศิริราช เมื่อมาถึงท่าเรือรถไฟแห่งนี้แล้ว วันนี้เราจะพาทุกคนไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ที่เมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ต้องมาเยือน นั่นคือ พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน สำหรับที่ตั้งของที่นี่ เรียกว่ามาง่ายมากๆ เริ่มจากเมื่อขึ้นมาจากท่าเรือรถไฟจะเห็นรถไฟไอน้ำโบราณตั้งอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ เหมาะแก่การถ่ายรูปมาก

ถัดจากบริเวณนั้น เดินมาอีกไม่กี่ก้วก็จะเจอ พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน โดยจะเป็นอาคารตึกอิฐสีส้มๆ มีหอคอยสูงเด่นเป็นสง่าก็เดินตามมาเลยครับ เดินเข้ามาข้างในก็จะเจอห้องโถงกว้าง และจุดขายตั๋ว ก็สามารถเข้าไปซื้อตั๋วเข้าชมได้เลยครับ สำหรับราคาค่าเข้าชม ถ้าต้องการเข้าชมทั้งพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถานและพิพิธภัณฑ์การแพทย์ศิริราช จะแบ่งราคาเป็นผู้ใหญ่(อายุ18ปีขึ้นไป) ราคา 150 บาท และเด็ก(อายุไม่เกิน 18 ปี) ราคา 50 บาท แต่ถ้าต้องการเข้าชมเฉพาะพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถานหรือพิพิธภัณฑ์การแพทย์ศิริราช ผู้ใหญ่(18ปีขึ้นไป) 80 บาท เด็ก(ไม่เกิน 18 ปี) 25 บาท ซึ่งที่จะแนะนำในวันนี้ก็จะเป็นตั๋วแบบเข้าชมเฉพาะพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถานครับ

เดินเข้า หลังจากซื้อตั๋วเข้าชมเสร็จ รอไม่เกินประมาณ 5 นาที เจ้าหน้าที่จะพาเราไปยังจุดชมพิพิธภัณฑ์ห้องแรก โดยห้องนี้จะเป็นส่วน introduction ว่าที่แห่งนี้เป็นมายังไง ภายในจัดแสดงอะไรบ้าง ทำเป็นวีดิโอสวยเลยครับ แต่ที่ประทับใจสุดๆคือห้องที่นั่งชมนั้นตกแต่งเหมือนห้องเรียนของนักศึกษาแพทย์สมัยก่อน มีตู้หนังสือรายล้อม โต๊ะนั่งก็เป็นโต๊ะที่เหมือนกับที่ใช้ในห้องเลกเชอร์สมัยก่อนครับ

ส่วนถัดมาเป็นห้องรวมพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งทุกพระองค์ล้วนแล้วแต่มีพระมหากรุณาธิคุณต่อการกำเนิดและอุปถัมภ์การแพทย์ในประเทศไทย ห้องถัดมาเป็น ห้องโบราณราชศัตรา ซึ่งห้ามถ่ายภาพ มีการจัดแสดงอาวุธในสมัยก่อนครับตั้งแต่ดาบแบบต่างๆ ไปจนถึงทวนสั้นทวนยาวเลยครับ น่าตื่นตาตื่นใจมากๆ ห้องถัดไป ถือว่าเป็นอีกไฮไลต์ของที่นี่ นั่นคือ ห้องคมนาคมบรรหาร ซึ่งจะมีแว่นตาสามมิติให้หยิบก่อนเข้าชม เมื่อเดินเข้าไปพื้นห้องจะมีรางรถไฟเก่าอยู่ ซึ่งเป็นรางรถไฟจริงๆของสถานีรถไฟธนบุรีในอดีตครับ จากนั้นจะมีหนัง 4D ขึ้นมาให้ชม เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพื้นที่บางกอกน้อย และสถานีรถไฟธนบุรีครับ โดยจะมีฉากหนึ่งในหนังที่น่าตื่นเต้นมาก คือ เป็นฉากตอนสงครามโลก รู้สึกเหมือนระเบิดกับลูกปืนจะพุ่งมาใส่หน้าเลย ลมก็แรงจริงๆ เสมือนว่าอยู่ในเหตุการณ์จริงๆก็ว่าได้ครับ เสร็จจากห้องนี้ ก็เดินขึ้นสู่ชั้นสอง
ห้องถัดมาเป็น ห้องโบราณราชศัตรา ซึ่งห้ามถ่ายภาพ มีการจัดแสดงอาวุธในสมัยก่อนครับตั้งแต่ดาบแบบต่างๆ ไปจนถึงทวนสั้นทวนยาวเลยครับ น่าตื่นตาตื่นใจมากๆ

ห้องถัดไป ถือว่าเป็นอีกไฮไลต์ของที่นี่ นั่นคือ ห้องคมนาคมบรรหาร ซึ่งจะมีแว่นตาสามมิติให้หยิบก่อนเข้าชม เมื่อเดินเข้าไปพื้นห้องจะมีรางรถไฟเก่าอยู่ ซึ่งเป็นรางรถไฟจริงๆของสถานีรถไฟธนบุรีในอดีตครับ จากนั้นจะมีหนัง 4D ขึ้นมาให้ชม เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพื้นที่บางกอกน้อย และสถานีรถไฟธนบุรีครับ โดยจะมีฉากหนึ่งในหนังที่น่าตื่นเต้นมาก คือ เป็นฉากตอนสงครามโลก รู้สึกเหมือนระเบิดกับลูกปืนจะพุ่งมาใส่หน้าเลย ลมก็แรงจริงๆ เสมือนว่าอยู่ในเหตุการณ์จริงๆก็ว่าได้ครับ เสร็จจากห้องนี้ ก็เดินขึ้นสู่ชั้นสอง ชั้นนี้จะเป็นชั้นที่เกี่ยวกับความเป็นมาของโรงพยาบาลศิริราชทั้งหมดเลยครับ โดยโรงพยาบาลศิริราชนั้นได้รับการก่อตั้งมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ชั้นนี้จะเป็นชั้นที่เกี่ยวกับความเป็นมาของโรงพยาบาลศิริราชทั้งหมดเลยครับ โดยโรงพยาบาลศิริราชนั้นได้รับการก่อตั้งมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เดินถัดมาอีกหน่อยจะเป็นส่วนพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระราชบิดาอยู่ และข้าวของส่วนพระองค์สมัยเรียนแพทย์ที่ Harvard ครับ ในนี้จะมีการจัดโชว์ภาพปริญญาบัตรของพระองค์ครับ ในตู้กระจกเป็นสมุดทรงจดเลกเชอร์และชุดมีดผ่าตัดที่ทรงใช้ในการเรียน

ส่วนถัดๆมาก็จะเป็นกระดานดำกับโต๊ะเรียนสมัยก่อนแบบที่นักศึกษาแพทย์ใช้กันครับ สมัยนั้นยังมีนักศึกษาแพทย์ไม่เยอะ อาจารย์เขียนกระดานแลวยังมองเห็นกันได้หมด ตรงข้ามกันจะเจอมุมจำลองการเรียนกายวิภาคศาสตร์ครับ มีโต๊ะอาจารย์ใหญ่เป็นโต๊ะไม้ มีร่างอาจารย์ใหญ่นอนอยู่ ข้างหลังเป็นกระดานดำที่อาจารย์วาดภาพไว้ให้ สังเกตว่ามุมโต๊ะจะมีที่วางหนังสือเรียนผ่าไปเปิดไปกันตรงนั้นเลยครับ นอกจากนี้ในบริเวณนั้นยังแสดงอุปกรณ์ต่างๆ จุดไฮไลต์จะเป็นกล้องจุลทรรศน์รุ่นต่างๆ มีตั้งแต่รุ่นเหล็กๆ โบราณมากไล่มาเลย

ถัดมาอีกห้อง จะเป็นส่วนที่แสดงให้เห็นบรรยากาศการสอนการผ่าตัด โดยบรรยากาศในสมัยนั้นจะให้นักศึกษานั่งในห้องใหญ่ แล้วดูการผ่าตัดที่อยู่ข้างล่าง เป็นการเรียนรู้ไปพร้อมๆกับขณะที่อาจารย์ผ่าตัด แต่ปัจจุบันนักศึกษาแพทย์ก็จะมีโอกาสได้เข้าไปดูการผ่าตัดอย่างใกล้ชิดข้างในห้องผ่าตัดเลยครับ เพราะปัจจุบันมีเคสผ่าตัดเกิดขึ้นมากมาย

เมื่อออกมาจากโซนการแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะบอกให้เราเดินไปทางการแพทย์แผนไทยครับ เดินเข้ามาก็จะได้กลิ่นอายของความเป็นไทยมากๆ มีตู้กระจกที่แสดงยาไทยมากมายหลายชนิด พอหมดจากตรงนี้ก็จบแล้วครับในส่วนของการแพทย์

ถัดไปจะเป็นการชมส่วนของโบราณวัตถุที่เป็นไฮไลต์ของที่นี่ครับ โดยจะต้องเดินออกไปดูอีกตึกนึง เรียกตึกนี้ว่า นิวาสศิรินาเวศ ภายในมีโบราณวัตถุที่ใหญ่มากๆ นั่นคือ เรือ ครับ เรือไม้ลำใหญ่นี้ถูกขุดพบตรงบริเวณที่สร้างพิพิธภัณฑ์นี้ครับ เรือลำนี้มีขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยขุดได้ในประเทศไทยเลย

ส่วนอีกหนึ่งสถานที่ที่จะแนะนำ ที่อยู่ใกล้ๆกับพื้นที่ท่าเรือรถไฟและพิพิธภัณฑ์ฯเมื่อสักครู่ คือ สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่บริเวณปากคลองบางกอกน้อย อุดมไปด้วยสีเขียวของต้นไม้และสมุนไพรนานาชนิด โดยแต่เดิมเป็นสวนบริเวณสถานีรถไฟธนบุรีที่การรถไฟแห่งประเทศไทยสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช แต่ต่อมาในปี พ.ศ. 2546 การรถไฟแห่งประเทศไทยได้มอบพื้นที่นี้ให้แก่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล แล้วทำการปรับปรุงภูมิทัศน์ ซึ่งภายในบริเวณของสวนก็จะมีสวนสมุนไพรย่อยๆตลอดแนวทางเดินริมน้ำ นอกจากนี้แนวเขื่อนกันน้ำ ยังมีการออกแบบปรับแต่งให้เป็นประติมากรรมนูนต่ำรูปกำแพงเมืองโบราณ และมีป้ายที่บอกเล่าเรื่องราวความหลังครั้งอดีตของพื้นที่ริมน้ำแห่งนี้ต่างๆมากมาย หากท่านผู้อ่านท่านใดสนใจที่จะเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของพื้นที่และชุมชนบริเวณนี้ ก็สามารถแวะมาเยี่ยมเยียนกันได้นะครับ

และแล้วก็มาถึงร้านอาหาร ซึ่งถือว่าเป็นร้านเด็ดร้านดังในย่านนี้ก็คือ”ร้านเจ้คอง” ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆพื้นที่โรงพยาบาลศิริราช ในฝั่งตรงกันข้าม ความพิเศษของร้านนี้คือ อาหารที่ขายหลายอย่างมาก โดยร้านนี้มีหลายเมนูและที่สำคัญคือราคาย่อมเยาว์มาก เมนูที่จะแนะนำคือ ก๋วยจั๊บน้ำข้น ที่น้ำซุปหอมกลิ่นเครื่องยาจีน แต่อาจจะมีรสชาติหวานหน่อยๆ จึงรู้สึกยังนัวเท่าที่ควร และอีกหนึ่งเมนูคือข้าวขาหมู ที่จะมีรสชาติน้ำขาหมูเค็มหวาน มันมาพร้อมหมู รสชาติโดยรวมถือว่าโอเคเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีขายข้าวราดแกงอีกด้วย สำหรับใครที่อยากมาตลาดวัดอรุณอัมรินทร์หรือแถวศิริราชสามารถแวะมาทานอาหารได้ที่นี่นะครับ