

ท่าเรือสี่พระยาถือเป็นท่าเรือสถานีที่ 2 ของเรือด่วนเจ้าพระยาสายสีเหลือง นับตั้งแต่ก้าวแรกที่ย่างออกมาจากท่าเรือนี้ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความเป็นตะวันตกผสมอยู่ สังเกตได้จากสถานทูตโปรตุเกส โบสถ์นิกายคอทอลิก รวมถึงห้างร้านและโรงแรมของนักลงทุนชาวตะวันตกที่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นการผสมผสานความเป็นสมัยเก่าและสมัยใหม่ได้อย่างกลมกลืน หากเราขึ้นจากท่าเรือมา สถานที่แรกที่จะเจอก็คือ ศูนย์การค้า River City Bangkok ซึ่งนับว่าเป็นความเจริญที่ถือกำเนิดขึ้นในย่านนี้มาหลายสิบปี เป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวไทยแห่งหนึ่ง ซึ่งข้างในมีร้านอาหารร้านกาแฟ และร้านขายของฝากหรือของโบราณมากมายให้เลือกชม หากผู้อ่านท่านใดสนใจที่จะสัมผัสร้านกาแฟชิลล์ๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในวันหยุดสามารถแวะมาเที่ยวที่นี่ได้เช่นกัน ถัดออกไปจากตัวห้าง ก็จะเป็นถนนในตรอกเล็กๆสำหรับรถวิ่ง

หากเราเดินลัดเลาะมาทางซ้ายมือ ก็จะเห็นซอยเล็กๆเพื่อเข้าไปยังแถบโรงเรียนกุหลาบวิทยาซึ่งเป็นโรงเรียนในย่าน
ชุมชนที่อยู่ในเครือการศึกษาของอัครสังฆมณฑลนิกายคอทอลิก โดยเป็นนิกายเดียวกับโรงเรียนอัสสัมชัญที่มีชื่อเสียงอยู่ในปัจจุบัน ผ่านเข้าซอยไปกับร้านค้าและร้านอาหารมากมาย เช่น ร้านอาหารตามสั่ง ร้านอาหารอีสาน ร้านก๋วยเตี๋ยว รถเข็นขายลูกชิ้นทอด เป็นต้น โดยขายอยู่รอบๆรั้วโรงเรียนทางซ้ายมือและรอบรั้วสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ทางขวามือหากเดินเข้าไปในโรงเรียนกุหลาบวิทยาก็จะพบกับอาคารเรียนของเด็กอนุบาล ประถมศึกษาและมัธยมศึกษาของนักเรียนหญิงและชายเรียนรวมกัน รวมทั้งโบสถ์กาลหว่าร์ของศาสนาคริสต์นิกายคาทอริกที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาในย่านนี้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยความพิเศษของโบสถ์แห่งนี้คือความผสมผสานระหว่างความเป็นจีนและความเป็นชนชาติโปรตุเกสได้อย่างลงตัว โดยหากลองสังเกตดีๆก็จะพบว่าบนสถาปัตยกรรมของโบสถ์จะมีภาษาจีนเขียนกำกับอยู่บนผนัง โ ดยโบสถ์แห่งนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า โบสถ์พระแม่ลูกประคำ ซึ่งหมายถึงพระแม่มารีย์ของพระเยซู ผู้เป็นศาสดาของศาสนาคริสต์นี่เอง ตัวประตูด้านหน้าของโบสถ์หันออกทางริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งสอดคล้องกับการสัญจรทางเรือของคนสมัยโบราณ ด้วยบรรยากาศลมโชยอ่อนๆ เสียงสายน้ำที่เคลื่อนไหว และความสวยงามของโบสถ์แห่งนี้ชวนให้ทุกคนที่มาเยือนแห่งนี้ต้องประทับใจและหลงใหลไปตามๆกัน

ออกจากพื้นที่โรงเรียนก็จะพบกับวงเวียนเล็กๆ ภายในตรอกถนนโยธา โดยฝั่งตรงข้ามก็จะเป็นตึกแถวเก่าๆที่ดัดแปลง
เป็นร้านอาหารเล็กๆ ร้านกาแฟ (ที่เห็นชัดคือร้านกาแฟมวลชน) ร้านขายหนังสือมากมาย รวมทั้งมีแฟลตที่ชื่อว่าอาคารกาลหว่าร์ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆกับอพาร์ทเมนต์ให้เช่า ของโรงเรียนกุหลาบวิทยา และฝั่งเยื้องไปทางขวามือก็จะเป็นสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์

หากเดินไปตามฝั่งของโรงเรียนไปอีกสักไม่กี่เมตรก็จะพบกับธนาคารไทยพาณิชย์สาขาตลาดน้อย ซึ่งในอดีตเคยเป็น
ที่ทำการของธนาคารแห่งแรกในประเทศไทย เริ่มก่อตั้งขึ้นในนาม “บุคคลัภย์” ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. 2447 เพื่อให้เป็นสถาบันการเงินที่เป็นฐานรองรับการเติบโตด้านเศรษฐกิจของไทย และได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น”แบงก์สยามกัมมาจล” ใ นปี พ.ศ. 2449 และได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ธนาคารไทยพาณิชย์” ใ นปี พ.ศ. 2482 ใ นปัจจุบัน ดังนั้นธนาคารฯสาขานี้จึงมีสถาปัตยกรรมตะวันตกที่ได้รับความมาเป็นอย่างมากในรัชกาลสมัยนั้น โ ดยตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเช่นเดียวกัน แวดล้อมไปด้วยต้นไม้และสวนย่อมๆรอบๆตัวอาคาร

หลังจากเยี่ยมชมความเป็นตะวันตกไปแล้ว ก็ลองเยี่ยมชมความเป็นตะวันออก(วัฒนธรรมจีน)กันบ้างโดยเดินออกจาก
ธนาคารฯแล้วเดินเรื่อยๆตามฝั่งเดิมผ่านกรมเจ้าท่า ก็จะเข้าสู่ชุมชนตลาดน้อยซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ของชาวจีนแคะและฮกเกี้ยนที่อพยพเข้ามาอาศัยในเมืองไทย โ ดยซอยแรกที่จะต้องผ่านคือซอยศาลเจ้าโรงเกือก หากเดินเข้าซอยไปเรื่อยๆก็จะพบกับศาลเจ้าเก่าแก่อายุนับร้อยๆปีทางซ้ายมือติดริมแม่น้ำฯ ชื่อว่าศาลเจ้าโรงเกือกหรือฮ่อนหว่องกุ๊ง สร้างโดยชาวจีนแคะหรือคนไทยเรียกว่าชาวฮากกา จุดเด่นของศาลเจ้าแห่งนี้คือ เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ยะ ที่ถือว่าเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภ หากใครสนใจที่จะมาไหว้ก็ซื้อของไหว้รวมไปถึงกระดาษเงิน ทองมาไหว้ด้วย พอไหว้เสร็จก็จะเอากระดาษลงมาเผาที่เตาที่ทางศาลเจ้ากำหนดไว้ให้ เพื่อ
เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและการงานการเงินอีกด้วย
เสร็จแล้วก็ออกจากศาลเจ้าและเดินลัดเลาะตามซอยเล็กๆประมาณ 50 เมตรก็จะเจอบ้านจีนโบราณ โซวเฮงไถ่ ของ
พระอภัยวานิช (เจ้าสัวจาด) บรรพบุรุษของตระกูลโปษยะจินดาซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายอากรรังนก สร้างบ้านแห่งนี้ขึ้นเพื่ออยู่อาศัยและดูแลกิจการท่าเรือติดต่อค้าขายกับจีน ภายในก็ถูกดัดแปลงเป็นคาเฟ่ร้านกาแฟ มีสระน้ำย่อมๆอยู่กลางแจ้ง รายล้อมไปด้วยบ้านตามสไตล์จีนโบราณ มองดูคล้ายศาลเจ้าจีน หากท่านผู้อ่านท่านใดสนใจสามารถแวะไปจิบเครื่องดื่มหรือกาแฟแล้วนั่งสัมผัสบรรยากาศย้อนยุคขีนโบราณได้ที่นี้ แถมที่นี้มีสอนดำน้ำและมีฟาร์มเพาะพันธุ์สุนัขน่ารักๆให้ทุกท่านได้เยี่ยมชมอีกด้วย

จากบ้านเมื่อสักครู่ ก็เดินไปตามตรอกเล็กๆก็จะเจอทางเข้าศาลเจ้าอีกแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเช่นกัน
ชื่อว่าศาลเจ้าโจวซือกง หรือที่ชาวตลาดน้อยเรียกกันว่า “หลวงปูโจวซือกง” ถือเป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดของชาวจีนฮกเกี้ยนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย โ ดยสร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2347 ด้านในศาลเจ้าเป็นที่ประดิษฐานของพระเซ่งจุ๊ยจ้อซือ และเทพเจ้าอื่นๆที่ชาวจีนฮกเกี้ยนให้ความเคารพนับถือ อาทิ พระไทจื่อเอี๋ย เจ้าพ่อกวนอู เจ้าแม่ทับทิม เจ้าพ่อเสือ และสามสิบหกเทพเจ้าอยู่อีกด้วย ดังนั้นหากท่านผู้อ่านท่านใดอยากจะเสริมมงคลให้แก่ชีวิตก็สามารถเข้ามาสักการะขอพรที่ศาลเจ้าแห่งนี้ได้ทุกวันเลย ไม่มีวันหยุด แต่ช่วงเทศกาลกินเจและเทศกาลตรุษจีนก็จะมีผู้เลื่อมใสมาสักการะที่นี่เป็นจำนวนมาก

ถัดออกมาก็จะเป็นซอยเล็กๆให้เดินได้เรื่อยๆ จนสุดท้ายก็จะออกมาที่ซอยหลักของชุมชนแห่งนี้ คือ ซอยเลื่อน
ฤทธิ์หรือซอยวานิช ตามแต่ผู้คนจะเรียกขาน ก็จะเป็นย่านเซียงกงหรือแหล่งค้าขายอะไหล่รถยนต์เก่าของชาวจีน เมื่อมีแหล่งค้าขายก็ย่อมมีร้านอาหารเป็นธรรมดา ที่เห็นได้ชัดก็จะเป็นร้านเป็ดตุ๋นเจ้าท่า ซึ่งเป็นร้านเก่าแก่และอยู่คู่กับชุมชนนี้มานาน ถัดจากร้านนี้ไปไม่ไกลก็จะมีซอยเล็กๆให้เดินเข้าไปก็จะเป็นตลาดของชุมชนแห่งนี้ ซึ่งก็เป็นตลาดเล็กๆสมกับชื่อตลาดน้อยจริงๆของที่ขายก็จะเป็นพวกอาหารแนวจีนๆ ผักสด เนื้อหมู ปลา หรืออื่นๆ
หากเดินสุดซอยของตลาดก็สามารถทะลุออกไปยังถนนเจริญกรุงได้ ซึ่งผู้อ่านท่านใดที่ไปไม่ถูกสามารถสอบถามทางกับชาวบ้านแถวนั้นได้ บนถนนเจริญกรุงนั้นก็นับเป็นถนนเก่าแก่เส้นหนึ่งของประเทศไทย แวดล้อมไปด้วยตึกรามบ้านช่องของผู้ประกอบการชาวจีนเป็นส่วนใหญ่ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งแต่สมัยโบราณ แถวๆนั้นก็จะมีโรงเรียนสตรีวัดมหาพฤตฒาราม และสามารถเชื่อมต่อกับย่านหัวลำโพงและเยาวราชได้

และร้านอาหารที่จะแนะนำแก่ท่านผู้อ่านก็คือ ร้านก๋วยเตี๋ยวรู ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง ด้านหน้าเป็นเพียงซอยเล็กๆคล้ายกับรูสำหรับทางคนเดิน หากไม่สังเกตดีๆก็อาจมองไม่เห็นร้าน เมื่อเดินเข้าร้านนี้ ด้านในก็จะมีที่นั่งกินอยู่ด้านหลังเป็นห้องแอร์ มีประมาณไม่เกิน 10 โต๊ะ บรรยากาศร้านดูเก่าแก่ สะอาด และมีการเปิดเพลงให้ลูกค้าฟังระหว่างนั่งทานด้วย มีลูกค้ามาทานเยอะพอสมควร เมนูที่แนะนำคือ คือ เล็กเย็นตาโฟน้ำและบะหมี่เย็นตาโฟน้ำ โดยตัวเส้นเล็กและบะหมี่มีขนาดเล็กๆ เหนียวนุ่มกำลังดี บวกกับซอสเย็นตาโฟ ลูกชิ้นปลา และหมูอบน้ำผึ้งซึ่งเป็นทีเด็ดของร้านนี้ โดยปกติ หากมาช้าหมูอบน้ำผึ้งมักจะหมดก่อน พร้อมกับสั่งน้ำดื่มเย็นๆทานดับกระหายไปด้วย เช่น น้ำกระเจี๊ยบ ชาดำเย็น เก๊กฮวย เป็นต้น หากดื่มน้ำหมดก่อน ทางร้านก็มีบริการน้ำชาเติมฟรีได้ไม่อั้นอีกด้วย

ถัดจากร้านนี้ก็ลองเดินไปอีกร้านหนึ่ง โดยเริ่มต้นเดินจากท่าเรือสี่พระยา แล้วเลี้ยวขวาไปก็จะผ่านโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน และ สถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกส ลัดเลาะไปเรื่อยๆในเจริญกรุงซอย 30 ก็จะเจอ Warehouse 30 ซึ่งเป็นสถานที่ที่แบ่งออกเป็นโซนต่างๆ ได้แก่ โซนนิทรรศการงานศิลปะ โซน co – working space โซนร้านกาแฟ และ โซนจำหน่ายผลงานศิลปะ โดยร้านที่จะแนะนำอีกแห่งหนึ่งก็อยู่ในโซนร้านกาแฟ ชื่อร้านว่า a coffee roaster by li-bra-ry เมนูแนะนำ คือ pink shower เป็นเครื่องดื่มที่ผสมระหว่างฝรั่งและเลมอนได้อย่างลงตัว มีความหวานเล็กน้อย ปนกับความเปรี้ยว ส่วนบรรยากาศร้านนั้นก็ตกแต่งสไตล์ทันสมัยและประดับด้วยงานศิลปะต่างๆ เหมาะเป็นร้านกาแฟสำหรับการพักผ่อนอ่านหนังสือหรือทำงานเล็กๆน้อยๆได้อย่างดีเลยทีเดียว
จากที่เดินรอบๆท่าน้ำสี่พระยาแล้วก็ได้เห็นการผสมผสานระหว่างชุมชนตะวันตกและชุมชนชาวจีนได้อย่างลงตัว ในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย มีการประยุกต์ใช้สถาปัตยกรรมและศิลปกรรม ผนวกกับวิถีชุมชนในแต่ละชนชาติจนผนวกกลายเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนในย่านนี้ ที่ปัจจุบันเรียกว่าชุมชนตลาดน้อย ซึ่งปัจจุบันชาวบ้านในพื้นที่นี้ก็ดูสนิทสนมกัน มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ทำให้พื้นที่ย่านนี้ดูมีชีวิตชีวาและน่าหลงใหลไม่เสื่อมคลาย หากผู้อ่านท่านใดอยากลองสัมผัสบรรยากาศแบบนี้สามารถแวะเวียนมาได้นะครับผม


