ท่าเรือราชวงศ์

รีวิวสถานที่

ถัดจากท่าเรือสี่พระยา ก็จะเป็นท่าเรือราชวงศ์ ซึ่งเป็นท่าเรือที่ตั้งอยู่ในย่านชุมชนชาวจีนหรือ
ย่านถนนเยาวราชนั่นเอง หลายๆคนอาจจะรู้จักในสถานที่ที่เต็มไปด้วยของกินที่อร่อยๆหรือร้านขายทอง
ริมถนน แต่ในวันนี้เราจะนำผู้อ่านทุกท่านไปสัมผัสกับชุมชนเก่าแก่อีกฝากหนึ่งที่อยู่ติดเยาวราช แต่น้อย
คนนักที่จะรู้จักนั่นก็คือชุมชนย่านถนนทรงวาดนั่นเอง

จากท่าเรือขึ้นมา ก็จะพบกับถนนราชวงศ์ที่ตัดผ่าน โดยมีตลาดสำเพ็งและตลาดพาหุรัดที่เป็นตลาดเก่าแก่แห่งหนึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียง หากเดินตรงไปสักเล็กน้อย แล้วเลี้ยวซ้ายก็จะพบกับถนนทรงวาด โ ดยปากซอยก็จะมีรถเข็นเล็กๆขายขนมจีบ ที่ชื่อว่าร้าน “ขนมจีบอาเหลียง” ตั้งอยู่หน้าเซเว่น
ซึ่งเป็นขนมจีบที่มีชื่อเสียงในย่านนี้ ขายมาเป็นรุ่นที่ 3 เดิมทีนั้นจะมีอาแปะคนหนึ่งเข็นขายอยู่เป็นประจำบนถนนทรงวาด แต่ภายหลังจึงให้ลูกหลานมาขายต่อ โ ดยตั้งรถเข็นอยู่ที่หน้าปากซอยจนถึงปัจจุบัน โดยตัวขนมจีบนั้นจะเป็นขนมจีบไส้หมูลูกละ 3 บาท และขนมจีบไส้กุ้งลูกละ 5 บาท โ ดยนึ่งในหม้อนึ่งทองเหลือง เมื่อกินขนมจีบเข้าไปก็จะสัมผัสได้ถึงไอร้อนที่แทรกซึมอยู่ข้างใน รวมทั้งรสชาติของไส้ขนมจีบที่
ถือว่ากลมกล่อมและลงตัวเลยทีเดียว โดยทานคู่กับกระเทียม ซอสเปรี้ยว และพริกสูตรเด็ดของทางร้าน

เดินตรงต่อไปเรื่อยๆ ก็จะพบกับร้านอาหารอีกร้านที่จะแนะนำในฝั่งตรงข้ามคือร้าน “ย้ง ลูกชิ้นปลา” ซึ่งเป็นก๋วยเตี๋ยวสูตรโบราณ ปัจจุบันขายเป็นรุ่นที่2 ที่น้ำซุปจะแตกต่างจากร้านอื่นคือเป็นน้ำซุปที่ได้จากการต้มลูกชิ้นปลาและเครื่องในหมู จึงมีความกลมกล่อมเป็นพิเศษ โ ดยเมนูที่สั่งในวันนี้คือ เส้นหมี่น้ำใส โ ดยน้ำซุปมีความเค็มนิดๆ หอมกลิ่นลูกชิ้นปลาและกระเพาะหมูที่ใส่มาในชาม นอกจากนี้ยังใส่กระเทียมต้นหอมและตังไช่เพื่อเพิ่มความหอมอีกด้วย โดยวันนี้สั่งคูกับน้ำเก๊กฮวยเย็นๆ ที่มีรสชาติไม่หวานมาก เข้มข้นและมีกลิ่นของดอกเก๊กฮวยจริงๆ สนนราคาก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่ชามละ 50 บาท และน้ำเก๊กฮวยอยู่ที่ขวดละ 25 บาทเท่านั้น

จากร้านเมื่อสักครู่ แล้วเดินต่อไปในฝั่งเดียวกันก็จะพบกับอีกหนึ่งร้านคือร้าน เอฟ.วี. ซึ่งภายนอกดูเป็นห้องแถวเก่าๆธรรมดาไม่มีอะไร แต่หากสังเกตดีๆก็จะพบว่าร้านนี้เป็นคาเฟ่ย่อมๆสมัยใหม่ ที่ตกแต่งด้วยบรรยากาศย้อนยุคแบบชาวบ้านและสมัยใหม่ด้วยกระจกอย่างลงตัว มีเพลงและดนตรีเปิดประกอบและมีภาพวาดศิลปะต่างๆอยู่ทั่วร้าน โดยคาเฟ่แห่งนี้เน้นขายน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพเป็นหลัก และมีเมนูเครื่องดื่มอื่นๆอีกเล็กน้อย ซึ่งเมนูเครื่องดื่มที่จะนำมาแนะนำคือ น้ำฝรั่งสองสายพันธุ์ ซึ่งเป็นน้ำฝรั่งคั้นสดจากฝรั่ง 2 ชนิด มีรสชาติหวานพอดี เข้มข้น มีเนื้อฝรั่งปั่นผสมรวมกัน ทานพร้อมกับข้าวตู ที่ทางร้านทำเอง นับว่าเป็นอีกหนึ่งรสชาติที่ลงตัว และเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การนั่งอ่านหนังสือชิวๆ และพักผ่อน ซึ่งอยากให้ผู้อ่านได้ลองมาสัมผัสบรรยากาศของร้านนี้ในวันหยุดหรือช่วงเวลาว่างๆ

ออกจากร้านนี้แล้วเดินถัดไปอีกเล็กน้อยก็จะเจอสถานที่ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งคือศาลเจ้าเล่าปุนเถ้า
กง โดยศาลแห่งนี้ถือเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของชาวไทยเชื้อสายจีนในย่าน
นี้ โ ดยมักจะมาสักการะและขอพรเพื่อให้กิจการค้าขายเจริญรุ่งเรือง ซึ่งด้านหลังศาลเจ้าก็จะเป็นที่ตั้งของ
โรงเรียนเผยอิง ที่ในอดีตเคยเป็นโรงเรียนสอนภาษาจีนที่แรกๆของย่านนี้ แต่ปัจจุบันได้แปลงสภาพมา
เป็นโรงเรียนสามัญศึกษาเหมือนโรงเรียนทั่วไป

ส่วนซอยข้างๆรั้วศาลเจ้าแห่งนี้นั้นก็สามารถเดินทะลุไปยังตลาดสำเพ็งได้ โดยของที่ขายส่วน
ใหญ่ก็จะเป็นสินค้าที่คนจีนในไทยมักบริโภค เช่น ยาสมุนไพรจีน กระเพาะปลา ใบชา และของตากแห้ง
เป็นต้น รวมถึงร้านค้าขายส่งข้าวของเครื่องใช้สมัยใหม่ เช่น ของเล่น สินค้าแฟชั่น เป็นต้น

ถัดมาจากศาลเจ้าก็จะเจอตรอกเล็กๆเป็นที่ตั้งของมัสยิดหลวงโกชา อิศหาก เป็นตึกแถวอาคาร
เก่าแก่ซึ่งมีรูปแบบสถาปัตยกรรมและประดับแบบตะวันตกผสมจีนอย่างสวยงาม มัสยิดหลังนี้ได้ชื่อตาม
หลวงโกชาอิศหาก ( เกิด บินอับดุลลาห์ ) ผู้ก่อตั้งซึ่งเป็นขุนนางมุสลิมเชื้อสายมลายูในสมัยรัชกาลที่ 5 ใช้
เป็นศาสนสถานของชาวอิสลามที่ประกอบธุรกิจในย่านนี้ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของตระกูลสมันตรัฐ ซึ่ง
เป็นนามสกุลพระราชทานของลูกหลานท่าน ส่วนฝั่งตรงข้ามเยื้องๆออกไปหน่อย ก็จะมี วัชรโพธิสถาน
มงคลธัญ ซึ่งภายในเป็นที่ตั้งของรูปปั้นเทพเจ้าต่างๆ อาทิ เจ้าแม่กวนอิม ให้ได้กราบสักการะกัน

และเมื่อเดินตรงไปอีกเรื่อยๆ ก็จะเจอแยกวงเวียนเล็กๆ ซึ่งสามารถแยกไปถนนเยาวราช ตลาดสำเพ็ง หรือถนนเจริญกรุงในย่านตลาดน้อยได้ บริเวณใกล้เคียงที่สำคัญแถวนี้ก็จะมีวัดสัมพันธวงศาราม
หรือชาวบ้านแถวนั้นเรียกว่า วัดเกาะ เนื่องจากในอดีตมีคูคลองล้อมรอบเชื่อมต่อจากแม่น้ำเจ้าพระยา ,วัดปทุมคงคาราชวรวิหาร เดิมมีชื่อว่าวัดสำเพ็ง (ตามชื่อถนนหน้าวัด) ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1
พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดปทุมคงคา” โดยคาดกันว่าวัดแห่งนี้น่าจะสร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยภายในวัดปทุมฯก็จะมีการตกแต่งแบบสถาปัตยกรรมไทย แต่ที่พิเศษก็คือมีการผสมผสานวัฒนธรรมจีนเข้าไปผสมด้วย เช่น ภาพวาดขุนพลจีนหรือสิงโตบนบานประตูวัด หรือ ตั้งตัวตุ๊กตาจีนหรืออับเฉาไว้รอบๆ
อุโบสถ เป็นต้น นับเป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นไทยและความเป็นจีนได้อย่างลงตัว

ส่วนบริเวณใกล้ๆวัดปทุมฯ ก็ยังศาลเจ้าที่คนส่วนใหญ่มักจะมองไม่ค่อยเห็น หากไม่สังเกต เพราะ ป้ายของศาลเจ้าเล็กมาก นั่นก็คือศาลเจ้าแม่ทับทิมในตรอกเล็กๆ และ บริเวณถนนสำเพ็งหรือภนนทรงวาดที่ตัดผ่านหน้าวัด ก็จะเป็นแหล่งค้าอะไหล่รถยนต์เก่าหรือที่คนจีนเรียกว่าย่านเซียงกง ซึ่งเป็นย่านที่เชื่อมต่อกับย่านเซีงกงในชุมชนตลาดน้อย สามารถเดินทะลุตรอกซอกซอยไปมาหาสู่กันได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนระหว่างชาวจีนหลากหลายกลุ่ม ได้แก่ จีนฮกเกี้ยน จีนแต้จิ๋ว จีนแคะ รวมถึงจีนอื่นๆ ที่เข้ามาตั้งรกรากในย่านนี้ , ชาวไทย และชาวมุสลิมที่ประกอบธุรกิจอัญมณี ทำให้เกิดการหล่อหลอมวัฒนธรรมหลากหลายเชื้อชาติ ประกอบกับชาวบ้านในย่านนี้ต่างให้
ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ดูเป็นมิตร และมีปฏิสัมพันธ์กัน

สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนในย่านนี้ที่ยากจะหาที่ไหนมาเทียบได้ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ชาวต่างชาติที่มาท่องเที่ยวในกรุงเทพฯส่วนใหญ่ต้องมาแวะเวียนยังชุมชนในย่านนี้ให้ได้ รวมถึงผู้อ่านทุกท่านก็อย่าลืมมาสัมผัสบรรยากาศของที่นี่ให้ได้สักครั้งหนึ่งนะครับ